วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ประวัติความเป็นมาของ น้ำหอม (Perfume)

เมื่ออดีตกาลมนุษย์นำกลิ่นหอมจากเนื้อไม้และน้ำมันมาใช้ในการปรุงอาหาร ซึ่งชาวอียิปต์ใช้เครื่องหอมและน้ำมันหอมระเลยมาทำพิธีในการบูชาเทพเจ้า

ในขณะเดียวกันชาวกรีกได้พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำหอมขึ้นมาอีกมากมายทั้งเพื่อจุดประสงค์ทางการใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและใช้ประจำวัน น้ำหอมได้มาเป็นแฟชั่นในยุคกรีก ได้มีการนำมาใช้กับเสื้อผ้า บนเรือนร่าง ทั้งในรูปของน้ำมันและครีม ไม่ว่าเป็นหลังอาบน้ำชำระล้างร่างกายก่อนและหลังอาหาร ด้วยจุดประสงค์ของสุขลักษณะและความสุขส่วนตัวชาวกรีกเชื่อว่าน้ำหอมเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้ ร่างกายของผู้ตายจะถูกชโลมด้วยน้ำหอมก่อนที่จะนำไปฝังพร้อมกับของใช้ส่วนตัวของผู้ตายซึ่งมักจะมีขวดบรรจุน้ำหอมด้วย และชาวกรีกเดินทางกลับจากการแสดงหาโชคด้วยการนำเครื่องหอมใหม่กลับมา
รวมถึงชาวโรมันโบราณเชื่อว่า น้ำหอมมีคุณสมบัติที่มีการบำบัดโรคร้ายได้ การใช้น้ำหอมในพิธีศพ และพิธีกรรมทางศาสนา ตลอดจนชีวิตประจำวันของชาวโรมัน จนถึง อินเดีย,แอฟริกา ตลอดจนแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางแถบอาหรับ

เมื่อเวลาต่อมายุโรปถูกบุกรุกทำให้การใช้น้ำหอมถูกใช้น้อยลง แต่การพัฒนาของน้ำหอมได้กลับมาอีกครั้งในชาวอิสลาม ได้นำมาซึ่งความเสื่อมถอยของการใช้น้ำหอมทั้งในด้านชีวิตประจำวันเพื่อความพอใจส่วนตัวและทางด้านพิธีกรรมทางศาสนา การฝังเครื่องใช้ส่วนตัวของผู้ตายได้เป็นไปในทางลดลงจนถึงจางหายไป ในทางตรงข้ามกลับมีชีวิตชีวาและเจริญรุ่งเรือง ในโลกอาหรับสืบเนื่องจากธุรกิจจากการค้าเครื่องเทศ การคิดค้นและประดิษฐ์เครื่องกลั่นตลอดจนเทคนิคการกลั่นใหม่ๆ สวนดอกไม้ในพระราชวังอัลฮัมบรา (ALHAMBRA PALACE)ในเมืองทางตอนใต้ของประเทศสเปน ชื่อ กรานนาดา
(GRANADA)เป็นสิ่งเพียงพอสำหรับการยืนยันถึงความสง่างาม โก้หรู และบทบาทความสำคัญของน้ำหอมที่มีต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนสมันนั้น แม้กระทั่งโมฮัมเม็ด(MOHAMMED)เองก็ยังทรงตรัสว่าสิ่งที่ท่านรักมากที่สุดในโลกได้แก่ สตรี เด็ก และน้ำหอมยุโรปกลับต้องรอจนกระทั่งสงครามครูเสด (CRUSADES)และการแทรกแซงจากนักรบครูเสดชาวเวนิส ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนให้ชาวโลกเรียกร้องเกี่ยวกับความสุขกายสบายใจมากกว่าความยึดมั่นในพระเจ้า และความเคร่งครัดทางศาสนา การค้นพบวิธีการใช้สบู่และตลอดจนการกลับมานิยมใช้น้ำหอมจนกระทั่ง ชาวคริสเตียนได้ค้นคว้าเกี่ยวกับการสกัดน้ำหอมในศตวรรษที่ 12

ต่อมา... ยุคแห่งแฟชั่นถุงมือน้ำหอมได้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16
แต่ในระหว่างศตวรรษที่ 14-16 มีการฟื้นฝูศิลปะในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นผลให้การจำหน่ายน้ำหอมได้เพิ่มขึ้น สาเหตุเกิดจากต้องการที่จะกลบกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์นั่นเอง

ในศตวรรษที่ 17น้ำหอมได้กลายเป็นแฟชั่นและเป็นที่พึงพอใจในกลิ่นหอมหวานของดอกไม้ต่างๆ นานาชนิต และต่อมาได้มีการนำกลิ่นน้ำหอมยั่วยวนใหม่ๆ มาใช้ในศตวรรษที่ 18 เป็นผลทำให้เกิดการผลิตขวดน้ำหอมอย่างมากมาย ไม่เว้นแต่การเติมน้ำหอมลงในถ่านร้อนๆ เพื่อให้ความร้อนนั้นส่งกลิ่นหอม
ในศตวรรษที่ 19 ได้มีการผลิตน้ำหอมสังเคราะห์ น้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ และการประดิษฐ์น้ำหอมกลิ่นใหม่ๆขึ้นเอง ทำให้ในศตวรรษนี้ ฝรั่งเศษได้เป็นผู้ก่อตั้งการผลิตน้ำหอมขึ้น ณ.เมืองกราเซ ท่ามกลางความเจริญมั่งคั่งในธุรกิจน้ำหอมส่งผลให้มีความรุ่งเรืองต่อมาในศตวรรษที่ 20

น้ำหอมในทางโบราณคดีโดยแบ่งตามอริยธรรม และประเทศ แม้ว่าน้ำหอมรุ่นใหม่ๆ จะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอมมีบทบาทที่สำคัญในการเจริญก้าวหน้าของสังคมเป็นอย่างมาก การใช้น้ำหอมในขณะนั้นใช้ในการเผาเพื่อกลิ่นหอม และผสมเป็นขี้ผึ้งเพื่อทาตัว วิธีการอบหรือรมควัน ตลอดจนการเผาไม้หอม,เครื่องเทศ,ผลไม้แห้ง และยางไม้ต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งกลิ่นหอมนานาชนิดที่กระจายไปในอากาศได้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติ ภายในวัดเพื่อพิธีกรรมทางศาสนาจากวัตถุดิบพื้นๆ ได้กลายเป็นการผสมผสานเครื่องหอมหลายชนิดเข้าด้วยกัน ให้ได้มาซึ่งกลิ่นหอมใหม่ๆ
ในอาณาจักรที่ปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดิน น้ำหอมได้ถูกสงวนไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมเฉลิมฉลองต่างๆ โดยเฉพาะ อาทิพิธีฉลองทำความสะอาดร่างกาย ใช้ชโลมร่างกายของผู้ตายและบูชาเทพเจ้า ในที่สุดน้ำหอมได้ถูกนำมาใช้สำหรับเทศกาลต่างๆ ในสมัยอาณาจักรสมัยใหม่ ปี ค.ศ. 1580 - 1085 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเรียกกันว่าเป็นน้ำหอมพิเศษสำหรับเทศกาล
แต่อย่างไรก็ตามน้ำหอมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างเสน่ห์ตัวเองในระหว่างมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่รักของตน
สามารถเลือกซื้อน้ำหอมได้ที่ http:\\www.perfumedee.com
สอบถามเพิ่มเติม 085-916-0922

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น